"บีโอไอ"เผยคำขอส่งเสริม 9 เดือน 2.23 แสนล้าน

"บีโอไอ"เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 รวม 1,098 โครงการ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย มูลค่าเงินลงทุน 223,720 ล้านบาท อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรแปรรูป ยานยนต์ และการแพทย์ เป็นสาขานำ

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 9 เดือนของปี 2563 (มกราคม-กันยายน) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,098 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 1,088 โครงการ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 223,720 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15 ที่มีมูลค่ารวม 262,470 ล้านบาท




สำหรับยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ ร้อยละ 58 ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีจำนวน 556 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 128,980 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 37,550 ล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 26,880 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 19,980 ล้านบาท และอุตสาหกรรมการแพทย์ 14,710 ล้านบาท

คำขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการแพทย์ยังคงมีจำนวนโครงการและมูลค่าขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีจำนวน 65 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 14,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน “การแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยรวม 

ในบางอุตสาหกรรมมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค

ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 9 เดือน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม จำนวน 657 โครงการ ลดลงร้อยละ 1 โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 118,504 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่น มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 139 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 37,545 ล้านบาท ตามด้วยจีน จำนวน 129 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 21,237 ล้านบาท และเนเธอร์แลนด์ จำนวน 62 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,514 ล้านบาท

สำหรับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี มีจำนวน 313 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 109,430 ล้านบาท แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 165 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,860 ล้านบาท จังหวัดระยอง 112 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 48,370 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 14,200 ล้านบาท



นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการพิเศษ ได้แก่ มาตรการส่งเสริม SMEs ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 54 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เงินลงทุน 2,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15 และมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 138 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เงินลงทุน 15,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 แสดงให้เห็นว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการยังคงมีการลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมรับกับการฟื้นตัวในอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน


 








ความคิดเห็น