บีโอไอต่อยอดมาตรการ เสริมแกร่งสตาร์ทอัพไทย

          งานมหกรรม “BCG Startup Investment Day” ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่24 มีนาคม 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และหน่วยงานพันธมิตรร่วม 20 หน่วยงาน เป็นจุดเริ่มต้นการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

            นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า การพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นแหล่งที่มาสำคัญของนวัตกรรม และมีบทบาทในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะต่อไป วิสาหกิจเริ่มต้นหรือ Startup เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญด้วยนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างครบวงจรและถูกจุด



            บีโอไอพร้อมให้การส่งเสริมสตาร์ทอัพ ผ่าน พ.ร.บ. ที่บีโอไอรับผิดชอบอยู่ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน และ พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 โดยตั้งเป้าหมายจะใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพ จำนวน 30 รายในปี 2565 นี้

            สำหรับหลักเกณฑ์การให้เงินสนับสนุนสตาร์ทอัพของบีโอไอ มีดังนี้

1.      ต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมาไม่เกิน 5 ปี

2.      ดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนด

3.      ต้องได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากหน่วยงานอื่นมาแล้ว ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเป็นสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ

4.      ต้องเสนอแผนงาน โดยเฉพาะด้านบุคลากร ซึ่งบีโอไอจะสนับสนุนเงินเป็นค่าจ้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการบริหาร ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 50

นอกจากนี้ บีโอไอยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสตาร์ทอัพและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง อาทิ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้้บริการดิจิทัล หรือ ดิจิทัลคอนเทนต์์ซึ่งกิจการเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปีรวมทั้งมีมาตรการส่งเสริมการดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ ซึ่งรวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่

1.      การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน สำหรับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่เข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

2.      มาตรการ Smart Visa เพื่อดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูง รวมทั้งอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักลงทุนและกลุ่มสตาร์ทอัพ

3.      มาตรการวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-term Resident Visa: LTR) ซึ่งจะเสริมกับมาตรการที่บีโอไอทำอยู่ในปัจจุบัน โดยขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น เช่น กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizen) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศและมีเงินบำนาญสูง (Wealthy Pensioner) และกลุ่มพนักงานบริษัทชั้นนำที่อยากมานั่งทำงานที่ประเทศไทย (Work-from-Thailand Professional)



การจัดงานมหกรรม “BCG Startup Investment Day” ที่ผ่านมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักลงทุน บริษัทร่วมลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมาตรการสนับสนุนอย่างครบวงจร รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

            ความสำเร็จของสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นจากการจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยจุดประกายความสำเร็จให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาร่วมกันพัฒนาประเทศในระยะต่อไป











ความคิดเห็น