"กรมชลประทาน"เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก 8-14 ส.ค.

"กรมชลประทาน"รับมือฝนสั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรับมือสถานการณ์ 8-14 ส.ค.หลังอุตุเตือนตกหนักทั่วไทย


ที่กรมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ (กทม.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่


  

  

นายทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (8 ส.ค.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 43,706 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,377 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,898 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 13,973 ล้าน ลบ.ม.


ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 8- 9 ส.ค. 65 นี้ จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้


  

ส่วนในช่วงวันที่ 10-14 ส.ค. 65 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านบริเวณประเทศเมียนมา ประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก นั้นได้กำชับไปยังสำนักงานชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝน


ควบคุมบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับเพิ่มการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น โดยทำการแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่ริมตลิ่งก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง  บริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นระบบ ตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทาน เครื่องจักรเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำนอกเขตชลประทาน  เพื่อลดสิ่งกีดขวางทางน้ำในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง

 

 




 


ความคิดเห็น