ระงับระบายนมค้างสต็อกอ.ส.ค.สอบเส้นเงินหลังขายราคาต่ำเกินเหตุ

“ธีระชัย”เผย“รมช.เกษตรฯสั่งระงับการระบายนมค้างสต็อกหมดอายุของ อ.ส.ค. กว่า 90 ล้านกล่อง พร้อมเร่งสั่งตรวจสอบความโปร่งใสและเส้นทางการเงินหลังมีความผิดปกติขายราคาต่ำเกินเหตุ

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เปิดเผยจากกรณีที่มีการรายงานว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ได้ระบายนมค้างสต็อกที่หมดอายุจำนวนกว่า 90 ล้านกล่อง ว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเบื้องต้น นายวัชระพล ขาวขำ รมช. เกษตรฯ ที่กำกับดูแล อ.ส.ค.ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. รายงานข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงประเด็นที่มีความกังวลว่าถึงความโปร่งใสในกระบวนจำหน่ายเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เป็นการเร่งด่วนแล้ว 

ได้ให้ระงับการจำหน่ายดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ซื้ออย่างละเอียดแล้ว สำหรับสถานะทางการเงินและการบริหารของ อ.ส.ค. ในปัจจุบัน พบว่าเผชิญวิกฤตหนี้สินสะสมมาตั้งแต่ปี 2562 จนล่าสุดได้ขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 600 ล้านบาท อีกทั้งยังมีปัญหาการบริหารภายในจากการที่คณะกรรมการอ.ส.ค. ที่ลาออกไปแล้วถึง 3 คน 

”มันแปลกมากๆ ราคาขายมันต่ำกว่าปกติมากๆ และก่อนขายก็ไม่เคยมีการบอกทั้งที่เรากำกับดูแล ทุกอย่างทันต้องโปร่งใส นี้ไม่มีอะไรทำเองโดยไม่แจ้งอะไรให้ทราบมารู้อีกทีตอนมีข่าวมานี่แหละ เบื้องต้น รมช. วัชระพล บอกให้ผม ไปตรวจว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ผมได้แจ้งให้ ผอ. สรุปข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมด มาให้ เพื่อรายงานต่อรัฐมนตรี และตอนนี้ท่าน สุริยะ เองก็บอกผมมาแล้วว่าให้มาช่วยดู จากนี้ไปคงต้องตรวจสอบ อย่างเข้มข้นกว่านี้ และต้อง จัดการปัญหาภายใน อ. ส.ค ให้จบให้เร็วที่สุด“ นายธีระชัย กล่าว

จากนี้ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกและทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงหนี้สินทั้งในและนอกระบบของ อ.ส.ค.ให้ชัดเจน โดยย้ำว่า อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญที่ก่อตั้งโดยความร่วมมือของไทย และเดนมาร์ค ตามพระราชประสงค์เพื่อรักษาอาชีพโคนม จึงต้องบริหารจัดการให้โปร่งใสและกลับมามีกำไรให้ได้เช่นเดียวกับบริษัทนมภาคเอกชน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งเป้าในการปฏิรูประบบนมไทยทั้งระบบให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติโคนมฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา, โดยจะเน้นการทำงานร่วมกันของ 3 ฝ่าย คือ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการจัดสรรนมโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรมมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท, รวมถึงการเข้มงวดตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนเพื่อป้องกันการนำนมผงผสมน้ำมาให้เด็กดื่มแทนน้ำนมคุณภาพดี และจะต้องมีการสัมมนาครั้งใหญ่เพื่อวางโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทยในอนาคตให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วนอีกด้วย

ความคิดเห็น