กรมชลฯ เร่งระบายน้ำท่วมขัง ลดผลกระทบประชาชน พร้อมเตรียมรับมือน้ำท่วมใต้
19 ตุลาคม 2569 นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุม พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 และสำนักเครื่องจักรกล เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน
นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมสำรวจพื้นที่ที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 64,194 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุเก็บกัก ยังรองรับน้ำได้อีก 12,502 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วน 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 18,857 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุเก็บกัก และยังรองรับน้ำได้อีก 5,925 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการหน่วงน้ำลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ควบคู่ไปกับการทยอยเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯให้ได้มากที่สุด สำรองไว้ใช้อุปโภคบริโภค การเกษตร การรักษาระบบนิเวศ และกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้
โดยลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังปริมาณฝนลดลง ได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ควบคู่ไปกับการเร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ตอนล่างผ่านประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำที่เชื่อมโยงกันออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด หากปริมาณฝนลดลงต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถปรับลดการระบายน้ำลงเหลือในอัตรา 1,400 - 1,500 ลบ.ม./วินาที ภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ เร่งสูบระบายน้ำที่ท่วมขังออกจากทุ่ง เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงเพราะปลูกได้ทันฤดูเพาะปลูก
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำผ่านโครงข่ายคลองและแม่น้ำสายหลัก พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ รวมทั้งกำจัดสิ่งกีดขวางในจุดคอขวด เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ มีการควบคุมการระบายให้เหมาะสมกับศักยภาพของคลองแต่ละสาย ลดผลกระทบต่อพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำ ก่อนระบายออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ภาพรวมสถานการณ์น้ำมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนที่จะตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ภาคใต้ มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ได้กำชับเจ้าหน้าที่ติดตามปริมาณฝนสะสมและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เตรียมรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 18–20 ตุลาคม 2569 ภาคใต้และภาคตะวันออกยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนช่วงวันที่ 21–25 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีน้ำสะสมหรือระบายได้ช้า จึงกำชับทุกโครงการชลประทาน ตรวจสอบความพร้อมของระบบชลประทานและเส้นทางระบายน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานทันที โดยให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือและการเตรียมรองรับน้ำจากฝนระลอกใหม่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ในส่วนของพื้นที่ที่ระดับน้ำกลับเข้าสู่ระดับตลิ่งแล้ว ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมเตรียมฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น