ซีพีแรมแจงจดทะเบียนกะเพราไม่กระทบพันธุ์ดั้งเดิม

ซีพีแรมชี้แจงการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 พันธุ์ มีเป้าหมายพัฒนาวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหาร ไม่ได้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ยืนยันไม่กระทบสิทธิเกษตรกรและประชาชนในการปลูกและจำหน่ายกะเพราพันธุ์ทั่วไป พร้อมชูความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายเกษตรกร พัฒนาพันธุ์พืชเพิ่มผลผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

24 ตุลาคม 2569 นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวถึงกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์แก้วจุรี 01–04 ว่า การคุ้มครองดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ทำให้บริษัทมีสิทธิเหนือกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์ทั่วไปที่ประชาชนปลูกและซื้อขายกันอยู่เดิม เกษตรกรยังสามารถปลูกกะเพราเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าขายกะเพราสด และร้านอาหารนำไปประกอบอาหารได้ตามปกติ โดยไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ของบริษัท

ทั้งนี้กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรม โดยมุ่งพัฒนาคุณลักษณะด้านกลิ่น รสชาติ ขนาดใบ คุณภาพ และความสม่ำเสมอของผลผลิตให้เหมาะกับกระบวนการผลิตอาหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในตลาดทั่วไป

ปัจจุบันการเพาะปลูกอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ทั้งแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้โครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านพันธุ์พืชและวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงาน บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กับการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร จากประสบการณ์เพาะปลูกในเครือข่าย นายวิเศษระบุว่า สามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง เทียบกับพันธุ์เดิมบางกรณีที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง แต่ผลผลิตขึ้นอยู่กับทั้งลักษณะพันธุ์ สภาพแปลง และวิธีจัดการเพาะปลูก ไม่ใช่ผลจากพันธุ์พืชเพียงอย่างเดียว

สำหรับข้อกังวลเรื่องการผสมเกสรระหว่างกะเพราพันธุ์ใหม่กับพันธุ์ทั่วไป นายวิเศษกล่าวว่า การแพร่กระจายของเกสรแตกต่างจากการนำเมล็ดพันธุ์ไปขยายพันธุ์ โดยเห็นว่าเกษตรกรไม่ควรกังวลว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิจากการผสมเกสรตามธรรมชาติ ทั้งนี้ การใช้ส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อการค้าเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นของกฎหมาย

อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ท้องถิ่นต่าง ๆ โดยบริษัทระบุว่ามีการรวบรวมข้อมูลมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งควรได้รับการอนุรักษ์และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก ไม่ใช่การทดแทนหรือจำกัดการใช้พันธุ์ดั้งเดิม

นอกจากนี้ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้เวลา งบประมาณ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนวิจัย แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาพันธุ์พืชดั้งเดิมและคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคม โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านวิจัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทย

ความคิดเห็น